ทำไมคนถึงนิยมพิมพ์สติ๊กเกอร์มากกว่าเพ้นท์ลงบนสินค้า

ทำไมคนถึงนิยมพิมพ์สติ๊กเกอร์มากกว่าเพ้นท์ลงบนสินค้า

ความเป็นมาของสติ๊กเกอร์

1. ป้ายโฆษณาราคาตลาดแบบรายวัน

ถ้าเทียบในด้านกายภาพ มีข้อสันนิษฐานว่า สติ๊กเกอร์ถูกใช้ครั้งแรกในสมัยอียิปต์ ซึ่งใช้กระดาษแผ่นมาติดบนกำแพงในชุมชน เพื่อเป็นแผ่นประกาศโฆษณาสินค้าต่างๆ ในตลาด นักโบราณคดีได้พบบางอย่างจากการขุดพบตามสถานที่ต่างๆ ของชาวอียิปต์ดูเหมือนจะเป็นราคาหรือคำอธิบายของผลิตภัณฑ์สินค้าถูกฉาบไว้ที่ผนังกำแพงเมืองโบราณ และเจ้าสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ ถูกเชื่อกันว่าเป็นกระดาษที่เขียนอะไรลงไป แล้วใช้กาวหรือฉาบติดที่ผนังในตลาดต่างๆ ทั่วอียิปต์

2. แสตมป์

ถ้าสติ๊กเกอร์ที่เป็นสัณฐานของสติ๊กเกอร์จริงๆ น่าจะเป็นการสร้างสแตมป์ โดยเคลือบกาวเหนียวที่เมื่ออบแห้งจะไม่เหนียวไว้ด้านหลัง เมื่อถูกน้ำจึงจะละลายตัวออกมาเป็นความเหนียว ในสมัยศตวรรษที่ 18 โดยเซอร์ โรว์แลนด์ ฮิลล์ (Sir Rowland Hil)l ในปี ค.ศ.1839 ซึ่งได้เสนอให้มีการจัดพิมพ์ตราไปรษณียากรหรือแสตมป์ในยุโรป (Postage Stamp) เพื่อนำไปติดที่ซองจดหมาย

3. ฉลากสินค้า

อีกข้อสันนิษฐานนึง เมื่อ ค.ศ 1880 โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการโฆษณาชาวยุโรป เกิดไอเดียที่จะช่วยให้ผู้บริโภคแยกแยะสินค้าต่างๆ ได้ โดยการใช้สีสันของ “ฉลากสินค้า” เพื่อแยกประเภทของอาหารประเภทหนึ่ง คือกัมเพสท์ (Gum Paste) หลังจากนั้น สติ๊กเกอร์ประดิษฐ์เหล่านี้ ได้ขยายออกไปปิดที่ด้านข้างของลังบรรจุสินค้า เพื่อช่วยให้ตู้คอนเทนเนอร์ที่ติดสติ๊กเกอร์ของเขาโดดเด่นขึ้นมามากกว่าของคู่แข่ง

4. ฉลากที่มีกาวในตัว

ยังมีอีกข้อสันนิษฐานว่า ในปี ค.ศ.1935 R. Stanton Avery ผู้ก่อตั้งบริษัท ฉลากสติ๊กเกอร์ Avery เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นฉลากสติ๊กเกอร์ชิ้นแรกขึ้นมา เพื่อใช้ทำเป็นฉลากปิดสินค้า

ประวัติของการพิมพ์

ประมาณปี ค.ศ. 105 ชาวจีนชื่อ “ไซลั่น” ได้คิดค้นวิธีทำกระดาษขึ้นมา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นวัสดุรองรับการเขียนและการวาดในเวลาต่อมี แต่ในอีกเพียงไม่กี่สิบปีหลังจากนั้น เมื่อปี ค.ศ. 175 ได้เกิดการทดลองใช้เทคนิคพิมพ์ถู (Rabbing) ขึ้นในประเทศจีน โดยการแกะสลักตัวอักษรลงบนแผ่นหิน เมื่อใช้กระดาษทาบลงไปบนแผ่นหินนั้น แล้วใช้ถ่านหรือสี ทาลงไปบนกระดาษ สีก็จะติดบนบริเวณที่นูนขึ้นมาตามส่วนที่เหลือของร่องรอยแกะสลัก จนกระทั่ง เมื่อปี ค.ศ. 400 ชาวจีนได้คิดทำหมึกแท่งขึ้นมา โดยใช้เขม่าไฟเป็นเนื้อสี (Pigment) ผสมกับกาวที่เคี่ยวจากกระดูก, หนัง และเขาสัตว์ เป็นตัวประสาน แล้วทำให้แข็งเป็นแท่ง และถูกใช้เป็นหมึกสำหรับเขียนหรือวาดภาพต่อมา จนประมาณปี ค.ซ. 450 มีการทดลองใช้ตราประทับ กดลงบนหมึก และประทับลงบนกระดาษ (คล้ายการประทับตรายาง) จึงเกิดเทคนิคการพิมพ์ในรูปแบบต่างๆ ที่พัฒนามาเรื่อยๆ เช่น แม่พิมพ์แกะไม้, ตัวเรียงพิมพ์ไม้, ตัวเรียงพิมพ์ดินเหนียว และประเทศเกาหลี ได้สร้างตัวเรียงพิมพ์เป็นโลหะขึ้นมาในปี ค.ศ. 1241

เมื่อเทคนิคงานพิมพ์สติ๊กเกอร์มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับงานพิมพ์ ก็มีการขยับปรับตัวตามไปด้วยเช่นกัน เมื่อก้าวข้ามกระดาษที่เป็นวัสดุดั้งเดิมเริ่มต้น งานพิมพ์ ยังสามารถขยายไปเป็นการพิมพ์ระบบอื่นๆ ลงบนวัสดุอื่นได้อีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก, แก้ว, ไม้, โลหะ, ผ้า, วัสดุสังเคราะห์ต่างๆ และอีกมากมาย รวมทั้งสติ๊กเกอร์ (ถ้ามองย้อนไป ลักษณะงานสติ๊กเกอร์ หรือคล้ายสติ๊กเกอร์ ก็มีมานานแล้วเช่นกัน) ที่สร้างความสะดวกสบาย และเอื้ออำนวยต่อการใช้งานในรูปแบบหลากหลายวิธี

ในงานพิมพ์เฉพาะทาง เช่นการพิมพ์สติ๊กเกอร์นั้น นับเป็นตัวช่วยที่รองรับความต้องการในบางรูปแบบได้เป็นอย่างดี ถ้าย้อนไปสมัยอียิปต์ การทำป้ายบอกข่าวหรือบอกราคาสินค้าในเวลานั้น วัตถุประสงค์ไม่ได้มีความแตกต่างกับการทำสติ๊กเกอร์ฉลากสินค้า หรือสำหรับบางพื้นที่โฆษณาได้คล้ายกัน เพียงแต่ว่า ในสมัยปัจจุบัน เทคโนโลยีเอื้ออำนวยให้ทุกอย่างง่ายและจบได้ในขั้นตอนน้อยลง ความยุ่งยากน้อยลง ราคาต้นทุนที่ประหยัดขึ้น ไปจนได้ผลงานที่ดีกว่ามาก ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

การวาดภาพ หรือการเพ้นท์สีลงบนกระดาษ เป็นเทคนิคเฉพาะตัวและเฉพาะชิ้น การทำซ้ำสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถทำให้คล้ายได้ทั้งหมดได้ง่ายนัก แต่เมื่อมีการพัฒนาฉลากสินค้าขึ้นมา และมีการทำซ้ำมากๆ เข้า การวาดภาพต่างๆ เช่น สติ๊กเกอร์ชื่อสินค้า, สติ๊กเกอร์โลโก้สินค้า, สติ๊กเกอร์ราคาสินค้า จึงไม่สามารถควบคุมคุณภาพและเวลาได้มาก รวมทั้งยังมีจุดบกพร่องมากมาย เทคนิคการพิมพ์จึงถูกนำมาแทนที่การวาดไปในที่สุด เพราะทำซ้ำได้ง่ายและดูไม่แตกต่างกันในแต่ละชิ้น ไม่ต้องอาศัยความชำนาญมากในการทำ จนสามารถพัฒนาเทคนิคและวิธีการไปได้อีกมากมายมาจนถึงปัจจุบัน

คุณค่าของงานพิมพ์สติ๊กเกอร์ ถ้าเทียบกับงานฝีมือ เช่น ภาพวาด อาจเทียบค่าไม่ได้กับของต้นฉบับดั้งเดิม แต่เมื่อมันสามารถทำซ้ำได้แบบไม่จำกัด รวมถึงเทคนิคการพิมพ์ที่ดีขึ้นเพียงพอ ก็สามารถทำให้เข้าถึงภาพเหล่านั้นได้ง่าย สะดวก ราคาถูกกว่า และหากภาพๆ นั้นไม่ถึงขั้นหรือเทียบเท่างานศิลปะชั้นเลิศ อาจเป็นป้ายราคา, สติ๊กเกอร์ฉลากสินค้า, โปสเตอร์สินค้า, สิ่งพิมพ์สติ๊กเกอร์ข้อความต่างๆ ก็สามารถทำซ้ำได้โดยยังคุณภาพสูงสุดได้ ซึ่งง่าย, สะดวก, ราคาประหยัดกว่างานวาดด้วยมือมากนัก เหมาะกับงานที่ต้องการการทำซ้ำจำนวนมาก